คดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ.2505
คดีปราสาทพระวิหาร เป็นความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2501 จากปัญหาการอ้างสิทธิเหนือบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ที่ชายแดนไทยด้านอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และชายแดนกัมพูชาด้านจังหวัดพระวิหาร เกิดจากการที่ทั้งไทยและกัมพูชา ถือแผนที่ปักปันเขตแดนตามแนวสันปันน้ำของเทือกเขาพนมดงรักคนละฉบับ ทำให้เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนของทั้งสองฝ่ายในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของตัว ปราสาท โดยทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยได้ยินยอมให้มีการพิจารณาปัญหาดังกล่าวขึ้นที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2502
คดีนี้ศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ท่ามกลางความไม่พอใจของฝ่ายไทย ซึ่งเห็นว่า ศาลโลกตัดสินคดีนี้อย่างไม่ยุติธรรม อย่างไรก็ตาม
การตัดสินคดีครั้งนี้ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องอาณาเขตทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชาในบริเวณดังกล่าวให้หมดไป
และยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังต่อมาจนถึงปัจจุบัน
เบื้องหลัง
หลังจากกัมพูชาเป็นเอกราช ในวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2493 ประเทศไทยได้เป็นประเทศแรกที่ได้ให้การรับรอง
จนมีการตั้งสำนักผู้แทนทางการทูตขึ้นที่กรุงพนมเปญ และสัมพันธภาพก็เจริญมาด้วยดีโดยตลอด
จนกระทั่ง พ.ศ. 2501 เอกอัครราชทูตกัมพูชา
ประจำกรุงลอนดอน ซัมซารี ได้เขียนบทความเกี่ยวกับสิทธิเหนือปราสาทเขาพระวิหาร
ลงในนิตยสาร "กัมพูชาวันนี้ (le
Combodge d'aujourd'hui) " มีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุบว่า"ไทยอ้างสิทธิเหนือวิหารนี้
โดยการใช้กำลังทหารเข้ายึดเอาพระวิหาร-อันเป็นการกระทำแบบฮิตเลอร์"จากนั้นมาวิทยุและหนังสือพิมพ์ของกัมพูชาก็ได้พูดถึงเรื่องสิทธิเหนือปราสาทเขาพระวิหารนี้อยู่เรื่อย
ๆ จนเกิดกระแส "ทวงเขาพระวิหารคืนจากไทย" แต่ยังไม่รุนแรงนัก
นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ปล้นสะดมทางชายแดนไทย-กัมพูชาเสมอ ๆ
ทำให้รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการผสมเพื่อดำเนินการตรวจสอบเส้นเขตแดน
แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลกัมพูชา ทำให้ความสัมพันธ์เริ่มทรุดลงอย่างรวดเร็ว
วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 ประเทศจีนได้ประกาศรับรองกัมพูชา และพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม
สีหนุได้เสด็จไปเยือนปักกิ่ง
ซึ่งในสมัยนั้นอยู่ในช่วงระวังการแทรกซึมจากคอมมิวนิสต์ รัฐบาลไทยจึงประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดตราด, จันทบุรี, ปราจีนบุรี, สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เหตุการณ์จึงตึงเครียดหนักขึ้น
วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2501 มีการเจรจาเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาขึ้นที่กรุงเทพ
แต่ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ วันที่ 7 กันยายน ปีเดียวกัน
ประเทศไทยได้เดินขบวนประท้วงประเทศกัมพูชา
และอ้างถึงกรรมสิทธิ์ของไทยเหนือเขาพระวิหาร นอกจากนี้ยังมีการโจมตีระหว่างสื่อไทยและกัมพูชากันอยู่เนื่อง
ๆ จนกระทั่งวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2501 รัฐบาลกัมพูชาได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย
และความสัมพันธ์ก็เลวร้ายลงจนไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลโลก
วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 หลังจากศาลโลกตัดสินแล้ว 20 กว่าวัน รัฐบาลไทยโดย
ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือไปยังนายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลกโดยอ้างว่าคำพิพากษานั้นขัดต่อกฎหมาย และความยุติธรรม นอกจากนี้ ยังสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเรียกร้องปราสาทพระวิหารกลับคืนในอนาคตด้วย
วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จึงได้ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา
ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 นอกจากนั้นยังตัดสินด้วยคะแนนเสียง
7 ต่อ 5 ให้ประเทศไทยส่งคืนโบราณวัตถุที่นำออกมาจากปราสาทเขาพระวิหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยได้เข้ายึดครองพื้นที่ดังกล่าว
หลังศาลโลกพิพากษาตัดสินไม่เป็นบวกต่อไทย
ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนได้จับตาการทำงานและทีท่าของกองทัพ
และรัฐบาลไทยว่าจะทำอย่างไรต่อไป
ปราสาทพระวิหาร
เป็นปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นในหลายรัชสมัยของกษัตริย์แห่งอาณาจักรขอมจึงจะแล้วเสร็จ
โดยเริ่มการก่อสร้างตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ซึ่งปกครองอาณาจักรในช่วงปี
พ.ศ. 1345-1388
จากนั้นมีการต่อเติมสร้างส่วนต่างๆ ของปราสาทเรื่อยมาจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ.
1581 ส่วนในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ได้มีการสร้างต่อเติมปรับปรุงระเบียงคด
ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งปกครองราชอาณาจักรในปี
พ.ศ. 1656-1693 หลังจากรัชสมัยของพระองค์ปราสาทพระวิหารก็ไม่ได้มีการสร้างอะไรเพิ่มเติม
ปราสาทพระวิหารคงความเป็นศาสนสถานแห่งศรัทธาของผู้คนในภูมิภาคนี้
จนกระทั่งในยุคล่าอาณานิคมที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองประเทศกัมพูชา (และลาว
เวียดนาม) ในอินโดจีน อันนำมาสู่ความขัดแข้งระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้ พร้อมๆ
กับระเบิดเวลาเรื่องข้อพิพาทในเรื่องปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ปรากฏเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
-พ.ศ. 2483 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม
พบว่าพรมแดนเขตนี้ใช้ลำห้วยเป็นเส้นเขตแดนแทนที่จะเป็นสันปันน้ำ
จึงได้มีความพยายามขอแก้ไขการปักปันเขตแดนในส่วนนี้กับฝรั่งเศส
-พ.ศ. 2484 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นในฐานะของมหามิตร
เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสอินโดจีน
กรณีรัฐบาลไทยโดยการนำของจอมพล ป.พิบูลสงคราม กรีธาทัพเข้ายึดดินแดนที่เคยเสียไปสมัยรัชกาลที่
5 กลับคืนมา ทำให้ไทยได้ดินแดนที่เคยเสียไป
(รวมทั้งปราสาทเขาพระวิหาร) กลับคืนตามสนธิสัญญาโตกิโอ
แต่ภายหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยเพื่อหลีกสถานะผู้แพ้สงครามจึงต้องคืนดินแดนดังกล่าวกลับให้ฝรั่งเศส
-พ.ศ. 2492 กัมพูชากับฝรั่งเศสร่วมกันคัดค้านอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารของประเทศไทย
นับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร
-พ.ศ. 2501 เริ่มมีความเคลื่อนไหวของกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร
ตลอดจนการโต้ตอบทางหนังสือพิมพ์ของไทยและกัมพูชา เดือนสิงหาคมปีเดียวกัน
รัฐบาลไทยประกาศสภาวะฉุกเฉินทางชายแดนไทยด้านกัมพูชารวม 6 จังหวัด
คือ จันทบุรี ปราจีนบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอำเภอเดชอุดม
จ.อุบลราชธานี ในปลายปีเดือนธันวาคม
กัมพูชาประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย
-6
ต.ค. 2502 รัฐบาลกัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลโลกให้วินิจฉัย
กรณีอำนาจอธิปไตยเหนือ
-15
มิ.ย. 2505 ศาลโลกพิพากษาให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชา
-พ.ศ. 2513-2518 กัมพูชาภายใต้การนำของรัฐบาลลอนนอล
ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยขึ้นใหม่และเปิดปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับบุคคลทั่วไป
-พ.ศ. 2518-2534 ภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลลอนนอลและเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างเขมรฝ่ายต่างๆ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการขึ้นชมปราสาทเขาพระวิหาร
-พ.ศ. 2518-2534 ภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลลอนนอลและเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างเขมรฝ่ายต่างๆ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการขึ้นชมปราสาทเขาพระวิหาร
-พ.ศ. 2535 กัมพูชาเปิดปราสาทเขาพระวิหารเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง
หลังการยุติลงของสงครามกลางเมือง
-พ.ศ. 2550 กัมพูชายื่นเรื่องขอให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ในที่ประชุมองค์การยูเนสโก ณ เมืองไครส์เชิร์ต ประเทศนิวซีแลนด์ และไทยยื่นเรื่องคัดค้านโดยอ้างถึงเรื่องความเชื่อมโยงของปราสาทเขาพระวิหารกับปราสาทหินอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศไทย ทำให้องค์การยูเนสโกจึงยุติเรื่องไว้ก่อนเพื่อพิจารณาหาข้อสรุปใหม่ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551
-พ.ศ. 2550 กัมพูชายื่นเรื่องขอให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ในที่ประชุมองค์การยูเนสโก ณ เมืองไครส์เชิร์ต ประเทศนิวซีแลนด์ และไทยยื่นเรื่องคัดค้านโดยอ้างถึงเรื่องความเชื่อมโยงของปราสาทเขาพระวิหารกับปราสาทหินอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศไทย ทำให้องค์การยูเนสโกจึงยุติเรื่องไว้ก่อนเพื่อพิจารณาหาข้อสรุปใหม่ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551
-22 พ.ค. 2551 ในการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยคือ
“นายนพดล ปัทมะ” กับรองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา
มีการทำข้อตกลงร่วมกัน 6 ข้อ
โดยไม่ได้ผ่านเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
อันเป็นที่มาของการเซ็นสัญญายินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนแต่เพียงฝ่ายเดียว
ซึ่งก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลไทยและการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
-พ.ศ. 2551 การประชุมใหญ่องค์การยูเนสโก เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 พิจารณาคำร้องปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง และล่าสุด 8 กรกฎาคม 2551 องค์การยูเนสโกมีมติอนุมัติให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา
-พ.ศ. 2551 การประชุมใหญ่องค์การยูเนสโก เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 พิจารณาคำร้องปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง และล่าสุด 8 กรกฎาคม 2551 องค์การยูเนสโกมีมติอนุมัติให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา
-17
เม.ย. 2556 ทีมกฎหมายฝ่ายไทย นำโดย นายวีรชัย
พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
กล่าวถ้อยแถลงด้วยวาจาตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่ได้แถลงต่อศาลโลกไปเมื่อวันที่
15 เม.ย. 2556 ประเด็นสำคัญคือการแสดงให้เห็นว่าไทยปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี
พ.ศ. 2505 อย่างครบถ้วน
และข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียวของกัมพูชา
-11
พ.ย. 2556 ศาลโลกตัดสินไม่เป็นบวกต่อประเทศไทยอีกครั้ง
โดยยืนความตามคำพิพากษาในปี 2505 ตามที่กัมพูชาร้องขอ
พร้อมระบุให้เขตอธิปไตยของกัมพูชาครอบคลุมถึงชะง่อนผา
แต่ยังไม่ครอบคลุมถึงภูมะเขือ ให้ไทยต้องถอนกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร แล้วให้ 2
ชาติต้องไปตกลงแผนปกป้องมรดกโลกภายใต้การดูแลของยูเนสโก

.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น